IDG

การฝึกปฏิบัติเพื่อการสื่อสารอย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์

การสะท้อนความรู้สึก

ความรู้สึก คือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งทางกายและทางใจ อัน เป็นผลมาจากความต้องการที่ได้รับหรือไม่ได้รับการตอบสนอง อีกนัยหนึ่ง ความรู้สึกเป็นสัญญาณเตือนที่มีคุณค่าที่มาบอกกับเราว่า ลึก ๆ ความต้องการ ของเรากําลังได้รับการตอบสนองอยู่หรือไม่ ความรู้สึกจึงมีความสําคัญใน แง่ที่บ่งชี้ว่า เราทุกคนคือมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ และแม้ว่าคําพูดหรือการ กระทําของคนอื่นจะเป็นเพียงตัวกระตุ้นให้เรารู้สึกอย่างไร แต่จริง ๆ แล้ว โลกภายในของตัวเราเองต่างหากที่ก่อให้เกิดความรู้สึกหนึ่ง ๆ ขึ้นมา ดังนั้น การระมัดระวังที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่นและกลับมารับผิดชอบต่อความรู้สึก ของตัวเราเอง ก็คือหนทางของการฝึกฝน และหนทางของการฝึกฝนนี้ ประกอบด้วย

  • ศึกษาคลังคําศัพท์ของความรู้สึกไว้ (ค้นคว้าเพิ่มเติมได้ใน ภาคผนวก) เพื่อช่วยให้เราสามารถสื่อสารถึโลกภายในของ เราได้อย่างหลากหลาย มีสีสัน และถูกต้องตรงใจได้มากขึ้นรวมถึงช่วยเปิดประตูใจของคู่สนทนาให้เกิดความเข้าใจในกันและกันได้มากยิ่งขึ้น
  • ฝึกที่จะแยกแยะให้ได้ระหว่างความรู้สึกกับความคิด เพื่อที่ว่าเวลาจะสื่อสารถึงความรู้สึก จะได้ใช้คําที่บ่งบอกถึงความรู้สึก ไม่ใช่ความคิด
  • ฝึกที่จะบอกความรู้สึกของตัวเองในขณะนั้น ๆ ระหว่างที่ ดําเนินชีวิตประจําวัน โดยเริ่มจากสองบอกความรู้สึกด้านบวก ดูก่อน เช่น ตอนที่ได้ทําสิ่งดี ๆ ช่วยเหลือคนอื่น ในการพูด ขอให้เริ่มต้นแต่ละประโยคด้วยคําว่า “ฉัน” โดยพูดว่า “เมื่อ ฉันทํา / เห็น / ได้ยิน… ฉันรู้สึก…”

     

  • ฝึกอยู่กับความรู้สึกที่ที่เราไม่ชอบ หรือความรู้สึกด้านลบต่าง ๆ ด้วยการตระหนักถึงการเกิดขึ้นของมัน มองกลับเข้าในไปใจ ของตัวเอง สังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับใจและกาย สัมผัสอยู่ กับมันโดยอาศัยลมหายใจเป็นตัวช่วย (สัมผัสถึงลมหายใจเข้า ออกลึก ๆ ยาว ๆ ไปด้วยในขณะนั้น) แล้วลองเรียกชื่อความรู้สึก นั้นๆ ออกมาโดยไม่ตัดสินตัวเอง

การสะท้อนความต้องการ

ความต้องการ คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต่างมีร่วมกันและเหมือนกันหมด นั่นคือเป็นความต้องการพื้นฐานที่ทําให้มนุษย์ดํารงชีวิตอยู่ได้ หรือเป็นคุณค่าที่ลึกซึ้งของมนุษยชาติ ความต้องการเป็นหัวใจหลักในการสื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ เพราะถ้าเราเข้าใจความต้องการที่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง ของทุกคําพูดและของทุกการกระทํา ทั้งของตัวเองและผู้อื่นแล้ว เราจะเกิด ความกรุณาในหัวใจได้แม้ต่อคนที่เรากําลังเป็นคู่ขัดแย้งอยู่ก็ตาม ฉะนั้น หน้าที่ของเราคือการฝึกที่จะค้นหาและทําความเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังนั้น

  • ศึกษาคลังคําศัพท์ของความต้องการไว้ (ค้นคว้าเพิ่มเติมได้ใน ภาคผนวก) เพื่อใช้สื่อสารได้ลงลึกและถูกต้องยิ่งขึ้น รวมถึง ช่วยให้เกิดความเข้าใจกันและกันได้มากยิ่งขึ้น อนึ่ง คําที่ บ่งบอกถึงความต้องการมักเป็นคํานามธรรม (เช่น ขึ้นต้นด้วย “ความ” หรือ “การ”) มีความเป็นกลาง ๆ ไม่ขึ้นกับบุคคล สถานที่ วิธีการกระทํา เวลา หรือวัตถุสิ่งของ

  • ฝึกแยกแยะให้ได้ระหว่างความต้องการกับวิธีการ เพื่อที่ว่า เวลาที่จะสื่อสารถึงความต้องการ จะได้ใช้คําที่บ่งบอกถึง ความต้องการ ไม่ใช่วิธีการ ขอให้พึงสังเกตว่า ความต้องการ หนึ่ง ๆ สามารถถูกตอบสนองได้ด้วยวิธีการที่แตกต่าง หลากหลาย ไม่จําเป็นต้องเหมือนกันในแต่ละคน

  • ฝึกค้นหาความต้องการจากสิ่งที่เราไม่ชอบ ด้วยการระลึกถึง สิ่งที่เราไม่ชอบสักหนึ่งเรื่องไว้ในใจ สัมผัสความรู้สึกนั้น แล้ว แปรเปลี่ยนสิ่งนั้นให้เป็นความต้องการ ด้วยการพูดว่า “ฉันไม่ ชอบ เพราะฉันต้องการ..” จากนั้นสังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นและปฏิกิริยาของร่างกาย การพาตัวเองกลับมาอยู่ที่ ความต้องการที่แท้ จะช่วยให้เราผ่อนคลายและได้รับพลัง

  • ฝึกทําความเข้าใจความต้องการ ด้วยการใคร่ครวญกับตัวเองว่า อะไรคือความต้องการที่สําคัญต่อชีวิตของตัวเราในขณะนี้ พิจารณาต่อว่า เพราะอะไรความต้องการการนี้จึงสําคัญแล้วจดบันทึกในสมุด จากนั้น นั้นลองนึกถึงใครสักคนที่เป็นคนสําคัญใน ชีวิต พิจารณาดูว่าการที่มีเขาอยู่ในชีวิต มันช่วยเติมเต็มความ ต้องการอะไรของเราบ้าง จดบันทึกออกแล้ว สุดท้าย ลองส่งความรู้สึกขอบคุณจากใจของเราไปให้แก่คนคนนั้น

  • ฝึกเชื่อมโยงความรู้ ความรู้สึกกับความต้องการ ด้วยการใคร่ครวญ ความรู้สึกและความต้องการที่มีอยู่ในใจต่อสถานการณ์หนึ่ง ๆ โดยพูดว่า “ที่ฉันรู้สึก … เพราะฉันกําลังต้องการ…” กรณีที่ ความต้องการนั้นยังไม่ได้รับการตอบสนอง หรือ “ที่ฉันรู้สึก … เพราะฉันได้รับ (ความต้องการ) …” กรณีที่ความต้องการ นั้นได้รับการตอบสนองแล้ว อนึ่ง เมื่อเราฝึกทําแบบนี้กับ ตัวเองได้ดีแล้ว ลองนําไปใช้กับผู้อื่นด้วยด้วยการสืบค้นและ ทําความเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของคนคนนั้นดู เช่นถามว่า “ที่คุณรู้สึก … เพราะคุณกําลังต้องการ … ใช่ไหม ครับ / คะ?”

  • ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ เมื่อเราทราบถึงความต้องการที่อยู่ลึก ๆ แล้ว ขอให้พิจารณาให้เห็นว่า เราสามารถมีวิธีการได้มากมาย ที่จะมาสนองตอบต่อความต้องการนั้น ลองเลือกวิธีที่ดีที่สุดสําหรับเราตอนนั้นอย่างมีสติ ลองฝึกใช้การพิจารณาแบบนี้กับกรณีของคนอื่น ๆ ดูด้วย เพื่อเรียนรู้ว่า แม้ในระดับวิธีการ เราอาจทําไม่เหมือนกัน แต่ในระดับความต้องการแล้ว เราไม่ มีอะไรที่ขัดแย้งกัน เพราะความต้องการคือสิ่งสากล เราสามารถทําความเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกันได้เสมอ

นอกจากการฝึกสะท้อนความรู้สึกและความต้องการแล้ว ในการ สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เรายังสามารถฝึกการให้ข้อสังเกต และการขอร้อง กับคู่สนทนาได้ด้วย

 

  • การให้ข้อสังเกต เริ่มจากการตั้งเจตนาที่ดีของเราไว้ในใจ แล้ว จึงพูดถึงข้อเท็จจริงที่ได้เห็น ที่ได้ยิน หรือสิ่งที่เกิดขึ้นใน สถานการณ์นั้น ๆ อย่างตรงไปตรงมาโดยปราศจากการตีความ ตัดสิน เหมารวม หรือต่อว่าของเรา กล่าวคือ เป็นการให้ ข้อสังเกตเสมือนว่าเรากําลังเป็นกล้องวิดีโอที่ใบบันทึกเหตุการณ์นั้น ๆ แล้วกลับมาบอก

 

  • การขอร้อง เริ่มจากการตั้งเจตนาของเราว่าจะไม่ยึดติดกับ วิธีการใดวิธีการหนึ่ง และจะเปิดโอกาสให้คู่สนทนาของเรา ปฏิเสธได้ ทําการสํารวจความรู้สึกและความต้องการที่แท้ของ ตนเองก่อน แล้วจึงเอ่ยประโยคขอร้องที่มีความชัดเจน เฉพาะเจาะจง เป็นรูปธรรม และปฏิบัติได้จริง โดยจะไม่ใช้รูป คําปฏิเสธ (เช่น อย่า…) จากนั้นรอฟังความรู้สึกและความคิด ของเขา เพื่อทําความเข้าใจเขา

การทํางานกับเสียงวิจารณ์ภายใน

การสกัดปัดทิ้งให้เป็นชายขอบ (Marginalization) เป็นการ แบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติต่อบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่ชอบ ไม่ให้คุณค่า (หรือชอบหรือให้คุณค่าน้อยกว่า) ออกจากสิ่งที่เราชอบ ที่เราให้คุณค่า (หรือชอบหรือให้คุณค่ามากกว่า) ทั้งนี้ อาจเป็นการกระทําที่เรากระทําต่อ ผู้อื่นหรือสิ่งอื่น หรือเป็นการกระทําที่เรากระทําต่อตัวเองหรือคุณลักษณะ บางอย่างในตัวเองก็ได้ การสกัดปัดทิ้งให้เป็นชายขอบ จะทําให้เกิด ความรู้สึกว่า สิ่งที่ดีที่ใช่ ฉันจะ ยา ส่วนสิ่งที่ดีที่ไม่ใช่ ฉันจะไม่เอาและต้อง กําจัดทิ้งไป นํามาซึ่งการไม่ยอมรับต่อความแตกต่างหลากหลาย รวมถึงไม่ยอมรับต่อความเท่าเทียมกันในเชิงคุณค่า

การที่เราเริ่มฝึกตัวเองให้เท่าทันต่อการสกัดปัดทิ้งให้เป็นชายขอบย่อมนํามาซึ่งการก้าวข้ามข้อจํากัดและเงื่อนไขเดิมในตนเอง ใจจะเปิดกว้าง สู่การเห็นเชื่อมโยงไปสู่อีกด้านหนึ่งของชีวิต เห็นความหมายและความ เป็นไปได้ใหม่ ๆ และแผ่ขยายจิตสํานึกของตนเองให้กว้างขวางและหลอม รวมมากขึ้น การฝึกปฏิบัติต่อไปนี้จะช่วยให้ผู้ฝึกเปิดพื้นที่ให้กับสิ่งที่เคย สกัดปัดทิ้ง สิ่งที่เราไม่เคยให้คุณค่า โดยการกลับไปได้ยิน โอบอุ้ม และทํา ความเข้าใจต่อสิ่งเหล่านั้นในตนเอง เพื่อให้เกิดการหลอมรวมและฟื้นคืน ความเป็นมนุษย์ในตัวเองให้เต็มเปี่ยมมากยิ่งขึ้น

  • นึกถึงสถานการณ์หนึ่งที่เราประสบกับความอึดอัดหรือยาก ลําาบากบางอย่าง และเกิดมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง

  • พูดเสียงที่เราวิจารณ์ตัวเองนั้นออกมา ลองจดบันทึกไว้อ่านข้อความเพื่อให้ตัวเราได้รับฟังเสียงนั้น สัมผัสความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ
  • จากนั้นให้พูดสิ่งที่อยากจะปกป้องตัวเองหรือโต้ตอบต่อเสียง นั้น ๆ ออกมา ลองจดบันทึกไว้
  • อ่านข้อความนั้นของเราที่มีต่อเสียงวิจารณ์อันแรก สัมผัสความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ
  • หากมีอะไรที่อยากพูดต่อเนื่องเพิ่มเติมอีก ให้พูดออกมา แล้วจดบันทึก
  • เมื่อรู้สึกเพียงพอแล้ว ให้ถอยออกจากเสียงเหล่านั้นและอยู่กับ ความสงบด้วยการทําสมาธิสักครู่
  • อาศัยจิตใจที่สงบและมั่นคงนี้ มองย้อนกลับไปสู่สถานการณ์ และเสียงต่าง ๆ ทั้งหมดในภาพรวมอีกครั้ง แล้วดูว่ามีอะไรที่ เราอยากจะบอกหรือพูดถึงสถานการณ์นั้น ๆ ก็ขอให้พูด ออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอให้มองหาสารประโยชน์และ การเรียนรู้ที่ได้จากค่าพูดต่าง ๆ สัมผัสความรู้สึกที่เกิดขึ้น แล้วจดบันทึกเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้รับ

จากนั้นลองฝึกปฏิบัติในอีกลักษณะหนึ่ง

  • นึกถึงสถานการณ์หนึ่งที่เรารู้สึกขัดใจ จี๊ด หรือไม่เห็นด้วยเป็นสถานการณ์ที่เรามักบ่นหรือวิพากษ์วิจารณ์ถึงใครบางคน จากนั้นลองบรรยาย (จดบันทึก) ถึงพฤติกรรม ท่าที หรือ ลักษณะของคนที่ทําให้เรารู้สึกขัดใจนั้น … (1)
  • จากนั้นให้กลับมาพิจารณาถึงตัวเองว่า ตัวเองนั้นมีพฤติกรรมท่าที หรือลักษณะอะไรที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราขัดใจในข้อ (1) บรรยาย (จดบันทึก) ถึงคุณลักษณะเหล่านี้ไว้ … (2)
  • ต่อมา ให้ย้อนกลับไปพิจารณาถึงคนที่เรารู้สึกขัดใจนั้น โดย ลองสวมบทบาทไปเป็นคนคนนั้นแล้วดูว่า หากคนคนนั้นจะ พูดถึงพฤติกรรม ท่าที หรือลักษณะของตนเองในกรณีนี้ เขา จะพูดถึงตัวเองว่าอย่างไร บรรยาย (จดบันทึก) ถึงคุณลักษณะ เหล่านั้นไว้ (3)
  • สุดท้าย ย้อนกลับมาพิจารณาถึงตัวเองอีกครั้ง โดยสองสวม บทบาทไปเป็นคนอื่น หรือเป็นคนที่เป็นคู่กรณีกับเราก็ได้ โดย ดูว่าคนอื่นจะมองพฤติกรรม ท่าที หรือลักษณะของตัวเราดังที่ บรรยายไว้ในข้อ (2) อย่างไรได้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก เรามีพฤติกรรมแบบข้อ (2) ในลักษณะที่บ่อย ๆ มาก ๆ หรือ เข้มข้น บรรยาย (จดบันทึก) ถึงลักษณะเหล่านี้ไว้… (4)
  • นําสิ่งที่จดบันทึกไว้ทั้ง 4 ข้อมาใคร่ครวญร่วมกัน เพื่อดูว่าเรา เห็นอะไรในความเป็นตัวเองที่มากขึ้นกว่าที่เราเคยเชื่อหรือไม่ โดยทั่วไป เรามักเชื่อว่าตัวเราเป็นแบบข้อ (2) เท่านั้น (สิ่งที่ เป็นกระแสหลักของตัวเอง) ขณะที่ข้ออื่น ๆ ได้แก่ (1) (3) และ (4) มักเป็นสิ่งที่เราสกัดปัดทิ้งไปหรือมองไม่เห็นว่าก็มีอยู่ในตัวเราเช่นกัน (สิ่งที่เป็นชายขอบของตัวเอง) ดังนั้นเป้าหมาย ของการฝึกปฏิบัตินี้ จึงเป็นการที่เราจะเท่าทันต่อความเป็น ตัวเราในทุกแง่มุม และเรียนรู้ที่จะยอมรับและสัมผัสด้านต่าง ๆ ในตัวเองให้มากขึ้น เพื่อนําความเต็มเปี่ยมในตัวเองกลับคืนมา อนึ่ง หากเป็นไปได้ ให้ลองนําสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฝึกปฏิบัตินี้ไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นดู โดยเฉพาะกับคนที่มีลักษณะคล้ายกับคู่กรณีของเรา

ขอบคุณที่มา

หนังสือ สู่ศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ คู่มือการจัดกระบวนการพัฒนาจิตวิญญาณ
รศ.ดร.รัตติกรณ์ จงวิศาล ผศ.ดร.สมสิทธิ์ อัสดรนิธี ดร.ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ บาทหลวงวิชัย โภคทวี