
กิจกรรมในชุดนี้ ประกอบไปด้วยกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสังคมและธรรมชาติ เริ่มต้นจากการฝึกทักษะเพื่อให้เกิดประสบการณ์การตระหนักรู้ถึงสายสัมพันธ์ (Connection) ที่ตนเองมีต่อคนและธรรมชาติรอบตัว เปิดใจเรียนรู้จากธรรมชาติด้วยความเคารพ มองธรรมชาติด้วยสายตาของมิตร จนเกิดความความเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่างตัวเราและสรรพสิ่งทั้งหลาย จนถึงจักรวาลและความเป็นทั้งหมด
เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้สัมผัสธรรมชาติ และรู้สึกเป็นมิตรกับธรรมชาติ
ขอเชิญทุกท่านร่วมเดินทางกลับไปสู่ต้นกําเนิดแห่งจักรวาล ที่มาของโลกและของเรา
1) แรกเริ่มเดิมที ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเป็นเพียงความดํามืด แล้วถึงจุดหนึ่งเมื่อ 15 พันล้านปีมาแล้ว ใน ชั่วพริบตา จักรวาลก็ก่อกําเนิดขึ้น เปล่งประกายด้วยพละกําลังอันไม่สิ้นสุดขยายตัวออกแล้วเย็นลงอย่าง รวดเร็ว พลังงานเริ่มจัดตัวเป็นอนุภาคพื้นฐานต่างๆ ก่อให้เกิดอะตอมของไฮโดรเจนและฮีเลียม
2) พันล้านปีต่อมา กาแลกซี่และดวงดาวก่อกําเนิดขึ้น ไฮโดรเจนและฮีเลียมรวมกันเป็นโครงสร้างต่างๆ ก่อให้เกิดนับพันล้านสรรพสิ่ง ดวงดาวเปลี่ยนแปลงไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นธาตุที่แข็งกว่าเดิมคือ คาร์บอน ออกซิเจน และอลูมิเนียม ดาวใหญ่ๆ บาดวง เมื่อหมดอายุขัย จะระเบิดเป็นซุเปอร์โนวา ปล่อยแร่เหล็ก ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม แคลเซียม และออกซิเจน ออกมา แร่ธาตุเหล่านี้จะรวมกันเข้าอีก เป็นดวงดาวรุ่นที่สอง เกิดและดับ แล้วเกิดและดับอีก จนกลายเป็นท่วงทํานองของจักรวาล จักรวาลกลายเป็นครรภ์มารดาที่ ก่อกําเนิดธาตุพื้นฐานของชีวิต
3) 4.6 พันล้านปีมาแล้ว ดวงดาวรุ่นคุณยายทั้งหลาย เกิดระเบิดออกกลายเป็นดาวฤกษ์ที่เราเรียกเธอ ว่า ดวงอาทิตย์ คุณยายมีขนาดใหญ่กว่าขณะนี้ถึง 5 ล้านเท่า องค์ประกอบหลักของคุณยายคือ ไฮโดรเจน
4) 4.5 พันล้านปีมาแล้ว ระบบสุริยะก่อกําเนิดขึ้นจากสิ่งที่เหลือจากการระเบิดของคุณยายดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ต่างๆ อุบัติขึ้นในครอบครัวระบบสุริยะของเรา รวมถึงดาวเคราะห์สีฟ้าขาว อันเป็นบ้านของเราด้วย เมื่อแรกเริ่ม โลกของเราถูกอุกกาบาตวิ่งชนจนปั่นป่วน แรงระเบิดทําให้เกิดดวงจันทร์ขึ้น รวมทั้งทําให้โลกเซถลา เอียงไป 23 องศา
5) 460 ล้านปีก่อน สัตว์พวกหนอนและหอยเริ่มขึ้นมาจากน้ํา มาเผชิญกับอากาศบนบกและแรงดึงดูด ของโลก สาหร่ายกับราก็เริ่มขึ้นมาบนบก มอสปรากฏขึ้นมา เป็นพืชชนิดแรก แมลงเกิดขึ้น น้ําหนักตัวบางเบา ของเจ้าพวกนี้ ทําให้มันเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่บินได้
6) 395 ล้านปีก่อน ป่าเขตร้อนเกิดขึ้นมา ป่าเหล้านี้ดึงคาร์บอนจากอากาศมาเก็บไว้ แล้วที่สุดก็ เปลี่ยนเป็นซากฟอสซิล เช่น ถ่านหิน และน้ํามัน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ําวิวัฒนาการเป็นสัตว์เลื้อยคลาน การวางไข่ บนบกได้ ทําให้พวกมันแพร่ไปบนพื้นดินอย่างรวดเร็ว
7) 235 ล้านปีก่อน เกิดการสูญพันธุ์ขนาดใหญ่อีกครั้ง สิ่งมีชีวิต 95% สูญหายไปจากโลก เปิดทางให้ ไดโนเสาร์ได้พัฒนาขึ้นมาแทนที่ บางตัวใหญ่ถึง 40 เมตร สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมถือกําเนิดขึ้นท่ามกลางยักษ์ใหญ่ ไดโนเสาร์ มันยังมีขนาดเล็กเท่าหนู หากินเฉพาะยามกลางคืน และพัฒนาต่อมน้ํานมขึ้นมาเลี้ยงดูลูกอ่อน
8) 150 ล้านปีก่อน นกเกิดขึ้นบนโลก โดยสืบสายวิวัฒนาการจากไดโนเสาร์ กระดูกขากรรไกร เปลี่ยนเป็นจงอยปาก เกล็ดกลายเป็นขนนก ปีกนกสมัยนั้นใหญ่ถึง 12 เมตรพืชพัฒนาดอกไม้ขึ้นมา ดึงดูดแมลง ด้วยสีสันงดงาม โลกเราจึงได้ชื่นชมการเริงระบําของหมู่ดอกไม้
9) 60 ล้านปีก่อน เกิดการสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่อีก อุกกาบาตขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบ 10 กิโล วิ่ง เข้าชนโลก ทําให้ชั้นบรรยากาศปกคลุมไปด้วยฝุ่นควัน อุณหภูมิของโลกลดต่ําลง ไดโนเสาร์สูญพันธ์ เปิดโอกาส ให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมออกมาหากินยามกลางวัน ยึดพื้นที่แทนไดโนเสาร์อย่างรวดเร็ว ตลอด 60 ปีล้านปีถัดมา โลกได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ๆ เช่น หนู ปลาวาฬ ลิง ม้า แมว อุรังอุตัง ช้าง หมี หมู และมนุษย์คนแรก นี่คือยุค ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
10) 4 ล้านปีก่อน บรรพบุรุษของมนุษย์ย้ายถิ่นฐานออกจากป่า ออกมาเดินตัวตรงด้วย 2 ขาในทุ่งหญ้า 1 แสนปีก่อน มนุษย์ยุคปัจจุบันถือกําเนิดขึ้นในแอฟริกา5 หมื่นปีก่อน มนุษย์ออกเดินทางจากแอฟริกา ประทับ รอยเท้าไปทั่วโลก
11) 1 หมื่นปีก่อน มนุษย์เริ่มระบบเกษตรกรรม3000 ปีก่อน ศาสนาหลักๆ ของโลกถือกําเนิดขึ้น 250 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์เริ่มคํานวณอายุของโลก 70 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์พบว่าจักรวาลกําลังขยายตัว 30 ปี ก่อน ยานอวกาศถ่ายภาพโลกได้ แล้วเราก็ได้ชื่นชมความงามของดาวเคราะห์สีฟ้าขาวที่เป็นบ้านของเราเป็นครั้งแรก
12) ขอให้เรามองออกไปเบื้องหน้า ดูท้องทะเลสีน้ําเงิน ท้องฟ้า พื้นแผ่นดิน สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ระลึกถึง การเดินทางอันยาวนาน จนกว่าพวกเราทั้งหมดจะมาถึงจุดนี้ได้ ณ ที่นี่ เวลานี้ เรื่องราวในอนาคตของจักรวาล ขึ้นอยู่กับพวกเราแล้ว
ใครสามารถมีอาหารกินได้ครบสามมื้อบ้าง ใครสามารถมีน้ําสะอาดดื่มได้บ้าง
ใครสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้บ้าง
ใครสามารถเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนได้บ้าง
ใครสามารถมีประกันสุขภาพได้บ้าง
ใครสามารถซื้อรถมือหนึ่งขับได้บ้าง
ใครสามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้บ้าง
ใครสามารถมีโทรศัพท์มือถือได้บ้าง
ใครสามารถมีบัตรเครดิตได้บ้าง
ใครสามารถอ่านหนังสือได้บ้าง
ใครสามารถไปเที่ยวต่างประเทศได้บ้าง
ใครสามารถซื้อกระเป๋าแอร์เมสได้บ้าง
ใครสามารถมีงานประจําทําได้บ้าง
ใครสามารถมีเงินฝากในบัญชีธนาคารได้บ้าง
ใครสามารถซื้อที่ดินได้ตามใจต้องการได้บ้าง
ใครสามารถควบคุมตลาดหุ้นได้บ้าง
ใครสามารถกําหนดนโยบายเศรษฐกิจได้บ้าง
ใครสามารถซื้อทีมฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษได้บ้าง
เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้ประสบการณ์และแนวคิดเกี่ยวกับการรับผิดชอบต่อสภาวะแวดล้อมต่างๆ ที่ถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์
ภาพยนตร์เรื่อง The Education of Little Tree, The Story of Stuff คลิปรายการเรื่องเล็กเขย่า โลก ตอนขวด (น้ํา) พลาสติก คลิปฝึกใจให้นิ่ง ฝึกจิตให้วางหรือภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างเรื่องย่อ The Education of Little Tree เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ เด็กชายเชอโรกีวัย 8 ขวบใน แถบเทือกเขาสโมคกี้ของรัฐเทนเนสซีในช่วงทศวรรษที่ 1930 เด็กชายนี้คือลิตเติลทรี ที่ถูกส่งไปอยู่กับปู่ย่าที่อยู่ ในเทือกเขาหลังเสียพ่อและแม่ไป นี่เป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของลิตเติลทรี ที่เต็มไปด้วยความรื่นเริง การค้นพบ เรื่องราวต่างๆ ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ และเพื่อนดีๆในภาพยนตร์จะมีคําสอนที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ
ตัวอย่างเรื่องย่อ The Story of Stuff เป็นเรื่องราวของ แอนนี เลนนาร์ด (Annie Leonard) ที่เริ่มต้น จากเธอเกิดความสงสัยว่าข้าวของเครื่องใช้รอบตัวเรามาจากไหนกันบ้างและมันจะเดินทางไปไหนต่อเมื่อเราโยนทิ้งความสงสัยทําให้เธอต้องออกไปค้นหาคําตอบด้วยตัวเองเธอใช้เวลานานกว่า 10 ปีเดินทางไปทั่วโลก เพื่อที่จะพบว่า เรื่องราวเกี่ยวกับข้าวของต่างๆ นั้น ไม่ได้มีแค่การใช้ทรัพยากร การผลิต การจัดจําหน่าย การ บริโภค และการกําจัดขยะ เหมือนอย่างที่เขียนไว้ในตําราว่าด้วย “Material Economy” แอนนี่อธิบายว่า ทุก ขั้นตอนล้วนต้องสัมพันธ์กันสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม มีผู้คนจํานวนมากใช้ชีวิตและทํางานอยู่ใน ระบบนี้ แต่ความจริงก็คือทั้ง 5 ขั้นตอนรวมกันเป็นระบบที่เรียกว่า “Linear system” นี้ไม่เหมาะเลยกับโลกที่ มีทรัพยากรอยู่อย่างจํากัด
(รายละเอียดของเรื่องสามารถอ่านต่อได้ที่

คลิปรายการเรื่องเล็กเขย่าโลก ตอนขวดพลาสติกเป็นรายการที่นําเสนอเกี่ยวกับขวดพลาสติก หรือ
ภาชนะบรรจุน้ําดื่มที่เป็นสิ่งใกล้ๆ ตัวจนเรามองข้าม โดยเสนอว่าคนไทยใช้พลาสติกมากถึงปีละ 4,000 ล้าน
ขวด จนลืมตั้งคําถามว่า “กว่าจะเป็นขวดน้ําพลาสติกเราใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง”ขวดน้ํา 1 ขวด ต้องใช้น้ํา 3 เท่า
ของขวด ในการผลิต และเมื่อกลายเป็นขยะ ต้องใช้เวลานาน 400 ปี หรือ นานกว่านั้นเพื่อย่อยสลายและ
พลาสติกที่ย่อยสลายไม่หมด กําลังกลายเป็นขยะจํานวนมหาศาลในมหาสมุทรเรายังมีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่ที่
จะไม่สร้างภาระให้กับโลก….
(สามารถดูคลิปได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=DVj2pfvbM60)

เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ฝึกสติ เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ
สุนทรพจน์ซีแอตเติ้ล
ค.ศ.1857 หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงได้กล่าวสุนทรพจน์เป็นการตอบข้อเรียกร้องจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ขอซื้อดินแดนจากเผ่าอินเดียนแดง สุนทรพจน์นี้มีความหมายลึกซึ้งและคมคายมากจนได้รับการยกย่องว่า “เป็นการบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมที่ประทับใจที่สุดเท่าที่เคยปรากฎ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน”
ขณะปัจจุบัน เอกสารฉบับนี้ได้รับการเก็บรักษาเอาไว้ในกรุงวอชิงตัน
ท่านประธานาธิบดีแห่งวอชิงตันได้ยื่นข้อเสนอว่า ท่านปรารถนาที่จะซื้อดินแดนของพวกเรา แต่ท่านจะ ซื้อหรือขายผืนฟ้าและผืนดินได้อย่างไร ความคิดนี้เป็นเรื่องแปลกประหลาดยิ่งสําหรับพวกเรา หากพวกเรามิได้ เป็นเจ้าของความสดชื่นของสายลม และความสดใสของสายน้ําแล้ว ท่านจะซื้อมันไปได้อย่างไร
ทุกๆ แห่งบนผืน แผ่นดินเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์สําหรับคนของเรา ทุกๆ แกนในอันสดใสของต้นสน ทุกๆ เม็ดทรายบนชายฝั่ง ทุกๆ สายหมอกในป่าทึบ ทุกๆ ทุ่งหญ้า ทุกๆ เสียงร้องของแมลง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นความศักดิ์สิทธิ์ ในความทรงจําและประสบการณ์สําหรับคนของเรา
เรารู้สึกถึงยางไม้ที่ไหลวนเวียนผ่านต้นไม้ เช่นเดียวกับที่เรารู้สึกถึงโลหิตที่ไหลวนเวียนผ่านเส้นโลหิตของเรา เราเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดิน และผืนแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา ดอกไม้หอมคือน้องสาวของเรา หมี กวาง และนกอินทรีย์ คือพี่ชายและน้องชายของเรา ก้อนหินบนยอดผา หยาดน้ําค้างในทุ่งหญ้า เสียงหัวใจเต้นของลูกม้า และมนุษย์ทั้งมวลก็เป็นดั่งเช่นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน
สายน้ําอันสดใสที่เคลื่อนไหวอยู่ในกระแสคลื่นและลําธารมิได้เป็นเพียงน้ํา แต่เป็นโลหิตของบรรพบุรุษ ของพวกเรา ถ้าเราขายแผ่นดินนี้ให้กับท่าน ท่านควรระลึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ เงาสะท้อนในสายน้ําที่บริสุทธิ์ของ ทะเลสาบ ที่บอกเล่าเหตุการณ์และความทรงจําในชีวิตของพวกเรา เสียงกระซิบของน้ําที่เป็นเสียงของบิดาของบิดาของพวกเรา
สายน้ําเป็นพี่น้องของเรา พวกเขาช่วยระงับความกระหายของเรา พวกเขาช่วยพยุงเรือแคนูและเลี้ยงดู ลูกหลานของเรา ดังนั้นท่านควรมอบมิตรภาพและความเมตตาปราณีแก่สายน้ํา เหมือนกับที่ท่านมอบมิตรภาพและความเมตตาปราณีแก่พี่น้องของท่าน
ถ้าเราขายผืนแผ่นดินของเราให้กับท่าน จงจดจําว่าสายลมเป็นสิ่งที่พิเศษสุดสําหรับเรา สายลมที่แบ่งปันจิตวิญญาณของมันแก่การเลี้ยงดูสรรพชีวิต สายลมที่มอบลมหายใจแรกให้แก่บรรพบุรุษของเรา เช่นเดียวกับตอนที่รับมันกลับไปในวาระสุดท้าย ท่านควรเก็บมันไว้เป็นส่วนหนึ่งของความศักดิ์สิทธิ์ ที่ให้ผู้คนสามารถลิ้มรสสายลมที่หอมหวานจากหยาดน้ําหวานของดอกไม้
ท่านจะสอนลูกหลานของท่านเหมือนกับที่เราสอนลูกหลานของเราหรือไม่ ว่าผืนแผ่นดินนี้เป็นมารดาของพวกเรา สิ่งใดที่บังเกิดแก่ผืนแผ่นดิน มันจะบังเกิดแก่ลูกหลานของผืนแผ่นดินนี้เช่นกัน
นี่คือสิ่งที่เรารู้ ผืนแผ่นดินมิได้เป็นของมนุษย์ แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดิน ทุกสรรพสิ่งเชื่อมโยงกันเหมือนสายโลหิตที่หลอมรวมเราไว้ร่วมกัน มนุษย์มิได้เป็นผู้ถักทอสายใยแห่งชีวิต แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมัน ไม่ว่าเขากระทําสิ่งใดแก่สายใยนี้ เขาได้กระทํามันกับตนเองสิ่งเดียวที่เรารู้
พระเจ้าของพวกเราเป็น พระเจ้าองค์เดียวกับของท่าน ผืนแผ่นดินนี้เป็นสิ่งพิเศษสุดของพระองค์ และการทําร้ายผืนแผ่นดินก็คือการดู หมิ่นอย่างร้ายแรงต่อผู้ที่สร้างสรรค์มันขึ้นมา
วิถีชีวิตของท่านเป็นสิ่งลึกลับสําหรับเรา จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อควายทุ่งทั้งหลายถูกสังหารจนพินาศหมด สิ้น และฝูงม้าป่าทั้งปวงถูกทําให้เชื่อง จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อซอกลึกในป่าจะต้องอึกทึกไปด้วยสําเนียงของผู้คน และสันเขาถูกระโยงระยางไปด้วยสายโทรศัพท์ สุมทุมพุ่มไม้จะหมดไป และนกอินทรีย์ก็จะหมดไปเช่นกัน เรา จะมีหน้ากล่าวอำลาต่อลูกม้าปราดเปรียวที่ถูกล่าได้อย่างไร จุดสิ้นสุดแห่งความมีชีวิตชีวานั้นเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการดิ้นรนเอาตัวรอด
เมื่อคนแดงคนสุดท้ายหายไปจากแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล ความทรงของเขาที่เป็นเหมือนเงาของ ก้อนเมฆที่เคลื่อนผ่านไปบนทุ่งหญ้า ชายฝั่งและชายป่าจะยังคงอยู่ในที่แห่งนี้หรือไม่ จิตวิญญาณแห่งคนของเรา จะยังคงอยู่หรือไม่
พวกเรารักผืนแผ่นดินนี้เหมือนกับทารกแรกเกิดรักเสียงเต้นของหัวใจผู้เป็นแม่ ดังนั้นหากเราขายผืน แผ่นดินนี้ของเราให้กับท่าน ท่านจงรักมันให้เหมือนกับที่เรารัก ห่วงใยต่อผืนแผ่นดินนี้ให้เหมือนกับที่เราห่วงใย จงเก็บเอาความทรงจําเกี่ยวกับผืนแผ่นดินนี้ เมื่อแรกที่ท่านได้รับมันมาไว้ในดวงใจของท่าน จงรักษามันไว้เพื่อลูกหลานของท่าน และจงรักมันให้เหมือนกับที่พระเจ้ารักเราทุกคน
พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดิน ท่านก็เช่นเดียวกัน ผืนแผ่นดินนี้เป็นสิ่งพิเศษสุดสําหรับพวกเรา และจะเป็นสิ่งที่พิเศษสุดสําหรับท่านเช่นเดียวกัน สิ่งเดียวที่เรารู้แน่คือ มีพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น และ พระองค์มิได้เป็นของคนแดงหรือคนขาวพวกใดพวกหนึ่ง เราต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพี่น้องกันทั้งสิ้น